นักบุญ ในคราบเด็กแนว! หมอพื้นบ้านเด็กแนวหัวใจเทวดา รักษาฟรี ช่วยคนยากไร้ให้หายป่วย

0
174

วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ มาฝากเพื่อนๆ ซึ่งรับรองว่าใครได้อ่านแล้วต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายหนุ่มหัวใจเทวดา แม้รูปร่างภายนอกของเขาจะมีรอยสักเต็มตัวเป็นวัยรุ่นสุดแนว แต่น้ำใจของเขานั้นมีมากมายจริงๆ เรื่องราวของเขาจะเป็นเช่นไร เรามาติดตามไปพร้อมกันเลยดีกว่า หลายยคนคงคุ้นหน้าค่าตากันเป็นอย่างดี และอาจได้ยินได้ฟังเรื่องราวของชายคนนี้มาแล้วไม่มากก็น้อย “ศุภฤกษ์ ชาญเชิดศักดิ์” หรือ “หมอเสือ”

ชายหนุ่มคนนี้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งดีและร้ายตามวิถีคนหนุ่มผู้แนวแน่ในทางของตัวเอง ขณะที่ชีวิตอีกด้านก็ได้สืบทอดวิชาความรู้ศาสตร์บรมครูการรักษาที่ทำให้ไทยไม่สิ้นชาติและไม่น้อยด้อยกว่าชาติใดๆ ในโลก อย่างชำนาญจนน่าอัศจรรย์ใจแก่โลกยุคใหม่ ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกสักตัวเต็มลายเป็นภาพแรกๆ ที่ทำให้เรารู้สึกสนอกสนใจคุณหมอหนุ่มผู้นี้ บวกกับศาสตร์การรักษาพื้นบ้านโบราณดั้งเดิม

ยิ่งจูงใจให้เราก้าวเข้าไปเพื่อสนทนาด้วย ไม่คาดหวังยึดติดก็ไม่โศกาโศกีเสียใจ เพราะทุกชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน มันมีเรื่องราวที่เป็นดั่งใจ และไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ แต่นั่นจะสำคัญอย่างไร ถ้าเพียงใครสักคนจะกล้าหาญพอที่จะยืนหยัดและศรัทธา ทำในบางสิ่งบางอย่างที่ดีแก่สังคม…แม้ว่าใครจะหยามเหยียด วิชาความรู้หมอพื้นบ้านมันอยู่ในสายเลือด คือตั้งแต่ปู่ทวดเป็นหมอที่มีชื่อเสียงดังมากจากประเทศจีน

ก็หนีการเมืองในยุคปฏิวัติการเมืองโดยลี้ภัยอพยพกันทั้งครอบครัวเข้ามาอยู่ในประเทศไทย พอการเมืองที่นั่นสงบลงท่านก็กลับไปคนเดียว ให้อาม่ากับลูกๆ อยู่ที่เมืองไทยโดยไม่กลับมาเหลียวแล ปู่ของผมซึ่งเป็นลูกชายคนโตจึงไม่เอ่ยถึงและแอนตี้ทุกอย่างที่เป็นแบบคุณปู่ ยกเว้นแต่คนในครอบครัวมีอาการเจ็บป่วย ท่านก็จะปรุงสมุนไพรในความรู้ที่ได้จากทวดรักษา

ด้วยเหตุนี้อาจจะทำให้แม้ว่าพอท่านมีครอบครัวมีชีวิตตามวิถีทางของท่าน แต่พ่อผมก็ได้รับความซึมซับตรงนั้นทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัตร มันเหมือนอยู่ในสายเลือดที่ทำให้พ่อผมอยากเป็นหมอ ท่านก็เริ่มเดินทางตั้งแต่แก่อายุ 12 ปี ทั่วประเทศไทย หาหมอพื้นบ้านเอย หมอหลวงต่างๆ เอย กระทั่งพระต่างๆ ที่เก่งๆ เพื่อเรียนรู้ศึกษาศาสตร์นี้ไม่ต่ำกว่าร้อยคน หนึ่งในนั้นคือ พระสหายของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาแพทย์พื้นบ้านให้ท่าน หมอเสือเล่าย้อนความถึงจุดเริ่มต้นการสืบทอดแพทย์แผนพื้นบ้านของตระกูล “ชาญเชิดศักดิ์” แห่งวัดพิกุลเงิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ว่า ผมก็จะได้รับความรู้ตั้งแต่เด็กๆ เพราะทุกๆ วันท่านจะตรวจแล้วพูดดังๆ ให้เราซึมซับว่ามันเป็นแบบนี้ถึงเกิดโรคนี้ สาเหตุแบบนั้นก่อโรคนั้น ชีวิตก็เป็นแบบนั้นเรื่อยมา

จนกระทั่งอายุราวๆ 7-8 ขวบ เราก็ช่วยท่านทำการรักษา เนื่องจากโตแล้วถ้าไม่ช่วยก็จะไม่ได้เงินค่าขนมไปโรงเรียน ก็จำใจทำช่วยรักษา ศุภฤกษ์กล่าวพลางหยุดช่องคำให้เว้นว่าง เฉกเช่นความขืนข่มฝืนใจในวันวัยเด็กจากภาพภายนอกนัยน์ตาคนอื่น ชาวบ้านมองน่าจะเป็นความภาคภูมิใจในฐานะบุตรลูกหมอที่ใครๆ ต่างให้ความเคารพ และพึ่งพิง หรือการเป็นครอบครัวอบอุ่นสมบูรณ์แบบพ่อแม่ลูก ทว่า การเสียสละทุ่มเทรักษาช่วยเหลือได้พรากเวลานาทีความสุขบางอย่างของสายสัมพันธ์ครอบครัวจนเลือกที่จะหันหลังอย่างสิ้นเชิงกับเส้นทางสายนี้

“ตอนนั้นที่เราคิดแบบนั้น เพราะเราไม่ได้ไปเที่ยวเหมือนคนอื่นเขาในวันหยุด ดึกๆ กลางคืนไม่ได้นอนกอดกันหรือกล่อมเล่านิทาน เมนูกับข้าวก็เน้นผักเป็นหลักเพราะรายได้เราน้อย หมึก กุ้ง นานทีปีหน คือท่านอยู่กับสมุนไพรทำ ย า และก็คนไข้ที่บ่อยครั้งเจ็บป่วยเฉียบพลันมากลางดึกก็ลุกขึ้นไปรักษา จนวันเดือนปีผ่านไปเรียนจบขึ้นชั้นมัธยมเราก็เลือกเส้นทางของตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น ยังไงก็ไม่เป็นแบบพ่อ ปล่อยให้พ่อทำคนเดียว

เราก็ไปทำโน่นนี่นั่นจากญาติๆ พี่น้องของคุณพ่อที่เป็นเจ้าของกิจการต่างๆ จนมีโอกาสได้ไปเมืองนอกเปิดร้านเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง ตอนนั้นรายได้ดีมาก มีเงินมีทองอู้ฟู่เลย ก็ยังพูดหยอกบอกกับคุณพ่อว่าทำลำบากแบบนี้ยังทำอยู่อีกทำไม เพื่ออะไร ให้เขาคิดเปลี่ยนใจ แต่ก็ไม่เป็นผล คือเรายังไม่ได้คิดว่าการช่วยเหลือคนมันเป็นอะไรยังไง มีความสุขอย่างไร ยังไม่อยู่ในจุดที่พ่ออยู่แล้วเราก็เอาสิ่งที่เราทำได้มาเป็นตัววัด

วันที่เริ่มตระหนักรู้ก็วันที่เกิดความล้มเหลวพ่ายแพ้ในหลายๆ เรื่องของชีวิต มีเวลา มีเงินทอง แต่ชีวิตไม่มีความสุข สิ่งที่เราทำและตามหาจากที่ขาดวันนี้ เติมเต็มแต่ไลฟ์บอย ก็คิดว่าเราถ้าอย่างนั้นควรที่จะต้องอยู่คนเดียว แต่การจะกลับมาอยู่คนเดียวเฉยๆ ที่บ้านอย่างไร เราก็ต้องช่วยพ่อ ต้องสืบทอดวิชาหมอพื้นบ้านจากคุณพ่อ

เนื่องจากเป็นกฎของหมอพื้นบ้านที่ว่าผู้สืบทอดต้องเป็นบุคคลคนครอบครัว ก็ตัดสินใจไปบวช เพราะบวชแล้วจะสามารถทำให้เราไม่ต้องมารับช่วงต่อเหนื่อยแบบนี้ได้ แต่ก็มีกฎของสงฆ์ว่าด้วยภิกษุห้ามเป็นหมอยา 3 ปีเต็มๆ กลับการอยู่ครองสมณเพศด้วยความสุขกายสบายใจในสิ่งที่ตัวเองเลือก จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็เดินเข้ามาทักทาย จุดเปลี่ยนนั้นมักรอเราอยู่ที่ใดที่หนึ่งเสมอ และสำหรับเด็กแนวผู้มีโลกทัศน์เป็นตัวของตัวเอง

จุดจุดนั้นมาถึงเขาขณะที่ความพร้อมในสิ่งที่อยากให้เกิดมาขนานคู่กับสิ่งที่ไม่อยากให้มา คือถ้าเราเอาความรู้ความคิดที่มีมาอยู่ช่วยเขาจะไม่เหนื่อยและอาจจะอยู่ทุกวันนี้ ยืดอายุของท่านไปอีก 5 ปี หรือ 10 ปี แต่เราไม่ทำ คุณพ่อท่านได้พักแล้ว ท่านเสียชีวิต และคำพูดสุดท้ายก่อนที่ท่านสิ้นใจ เปรยกับคุณแม่ว่า “ถ้าฉันไม่จากไป ลูกฉันจะไม่ได้ดีแล้วมายืนแทนที่ฉัน”

ทีนี้ในขณะที่เรากำลังคิดถึงสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว คนไข้เก่าของคุณพ่อที่ยังต้องรักษาอย่างต่อเนื่องก็เข้ามาขอให้เราช่วยเขาต่อ เราเป็นพระก็ต้องช่วย ก็ต้องทิ้งชีวิตที่เรามีความสุข ที่เราแสวงหา ออกมาเพื่อที่จะรักษาคนและสานฝันต่ออุดมการณ์ของคุณพ่อเพื่อไถ่บาปที่เราได้กระทำไม่ดี ทั้งเกเรตามประสาช่วงวัยรุ่น การทิ้งให้ท่านแบกภาระหนักอยู่คนเดียวในทางนี้

ทั้งๆ ที่ไม่ชอบ ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากเข้ามาทำในตรงนี้ และเหนือสิ่งอื่นใดความเชื่อมั่นที่มีต่อเรื่องของการช่วยเหลือถูกบั่นทอนจากคนที่ไม่เห็นค่า ศุภฤกษ์ก็ตัดสินใจเดินตามรอยบรรพบุรุษ ลองเชื่อ…ในสิ่งที่ก่อร่างสร้างตัวเขาในวันนี้เป็น ลองศรัทธา…ในสิ่งที่พ่อทำด้วยใจบริสุทธิ์ เพื่อไถ่คุณถอนบุญความผิดที่มีต่อบุพการีผู้พ่อ

หากแต่ว่าเมื่อได้สัมผัสกับการช่วยเหลืออย่างแท้จริงมันได้เปลี่ยนแปลงโลก พ.ศ. 2556 ใบย่อมให้กลายเป็นจักรวาลแห่งการช่วยเหลือในคราบ “นักบุญ-คนบาป” หมอเสือแห่งสำนักนวหรคุณตั้งแต่บัดนั้น

พอเราก้าวขึ้นมาทำหน้าที่หมอพื้นบ้านแทนคุณพ่อ เป็นอย่างไรบ้าง
ด้วยความที่เป็นคนคิดนอกกรอบ ก็ปรับเปลี่ยนสิ่งที่พ่อทำใหม่หมดเพื่อรักษาสมดุลของทั้งฝ่ายเราและคนไข้ ในเรื่องของความเหนื่อยของเราก็ดี ในการรักษาและของคนไข้ในการรับประทาน ย า หรือในเรื่องเวลาของเราก็ดี ที่เราจะได้พัก และของคนไข้ที่จะได้ไปใช้ชีวิตเลี้ยงตัว เรื่องเหล่านี้เราก็เอามาประยุกต์ใหม่ อาทิ คนไข้ต้องกินยาเยอะมาก และกินเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน 7 เดือน 8 เดือน

เราก็คำนวณเลย กินยาเป็นเงิน 2,000 บาท 3,000 บาท มันก็ค่อนข้างจะเยอะ เราขอตัดออกให้ลดน้อยลงโดยการที่เราคิดยาขึ้นใหม่ ประยุกต์ขึ้นใหม่ทั้งหมด เพราะเราอยู่ในยุคที่เจริญกว่าคุณพ่อ วิชาความรู้สรรพคุณอะไรต่างๆ เราหาข้อมูลง่ายจากงานวิจัยเพียงนิ้วจิ้มก็ทำให้เราทำได้สามารถลดเวลาการกินและรักษาลงเพื่อการช่วยเหลือครอบคลุมกับทุกๆ คน ไม่ต้องเหนื่อยหาวัตถุดิบ ไม่ต้องเหนื่อยที่จะปรุง

คนไข้ก็ไม่ต้องขยายหรือท้อเวลากิน ย า ที่มันเยอะๆ หรือกินกันนาน 3 เดือน ปิดเคสอาการคนไข้ได้เลยนั้นคือสิ่งแรกที่เริ่มทำให้สามารถรับมือกับคนไข้ที่มาตกเฉลี่ยเดือนละ 150 คน ได้โดยเหนื่อยน้อยกว่าคุณพ่อนิดหนึ่งและก็เสียทรัพย์ส่วนตัวน้อยกว่าท่านบ้าง เรายังมีสร้อยทองข้อมือติดตัว “หมออะ…หมอรักษาเยียว ย า ใครจะว่าอย่างไรเรื่องอื่นไม่รู้ รู้แค่ว่าเป็นหมอ อะไรรักษาคุณได้ ช่วยคุณได้ ทำเท่านั้น นั่นคือปณิธานของผม ศรัทธาของผมที่ผมได้รับจากพ่อและทำให้ผมมีวันนี้…ผมก็ต้องทำคืน”


.

.

คลิป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here