รวยจริงแต่ทำตัวติดดิน! เป็นถึง “เจ้าของหัวเหว่ย” แต่ไม่ฟุ้งเฟ้อใช้รถมือ 2 คันละ 500,000 บาท

0
84

สำหรับวันนี้แอดมินจะพาทุกคนมาดูแนวคิดและสาระดีๆ ซึ่งสังคมปัจจุบันเราจะสงสัยเห็นกันได้เลยค่ะว่าบางคนที่มีฐานะรวยเรียกว่าเป็นเศรษฐีเลยก็ว่าได้จะทำตัวติดดินไม่ค่อยแสดงออกมากนักว่าตัวเองมีเงินทองมากมาย และวันนี้แอดก็จะมีบุคคลตัวอย่างมาให้เพื่อนๆ ได้รู้ถึงเรื่องราวชีวิตของเขา ซึ่งเขาคนนั้นคือ “เจ้าของหัวเหว่ย” แอดเชื่อค่ะว่าทุกคนคงต้องเคยได้ยินหรือเคยสัมผัสผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “หัวเหว่ย” มาไม่มากก็น้อย

ซึ่งตอนนี้กลายเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกไปแล้ว ซึ่งทางเจ้าของหัวเหว่ยนั้นมีชื่อว่า “หยิ่มเจี๊ยฮุย” นั่นเอง ในปี 2017 เขาอายุ 72 ปี ไปเข้าแถวรอขึ้นรถแท๊กซี่กลางดึกคนเดียว ที่สนามบินหงเฉียว ในเมืองเซี่ยงไฮ้ มีคนแอบถ่ายรูปใว้ได้ ในภาพนั้น ท่านกำลังลากกระเป๋าเดินทาง มือหนึ่งกำลังใช้โทรศัพพ์ ในขณะที่ต้องเข้าแถวรอรถแท๊กซี่เหมือนคนทั่วไป…

เมื่อภาพถูกเผยแพร่ออกไป คนในโซเชี่ยลได้แสดงการคารวะอย่างจริงใจกับท่าน นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ปี 2012 ก็เคยมีคนถ่ายรูปท่าน กำลังขึ้นรถขนส่งผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ใส่เสื้อเก่าๆ หิ้วกระเป๋าที่เก่าจนเป็นสีเหลือง มีความน้อบน้อมถ่อมตน และมารยาทที่งดงาม ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าของนักธุรกิจระดับโลก แต่ไม่ใช้อภิสิทธิกว่าคนทั่วไป จนทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยมีรถประจำตำแหน่ง

เขามักจะมีคำพูดติดปากอยู่ 3 คำ
1. ลูกค้า…เป็นศูนย์กลาง
2. การแข่งขันคือต้นทุนอย่างหนึ่ง
3. ต้องอุดหนุนคนที่ทำงานดิ้นรนอย่างยากลำบาก

เขาห้ามลูกน้องอำนวยความสะดวกต่างๆ กับตัวเอง เช่น เคยมีคนขับรถไปรับที่สนามบิน กลับถูกท่านสอนว่า… “ลูกค้าจึงจะเป็นทั้งเสื้อผ้า อาหาร หรือบุพการีของเธอที่แท้จริง เธอควรจะใช้แรงกายและแรงใจ เอาใจใส่ให้กับลูกค้าทั้งหมด !” “หัวเหว่ย” ไม่ใช่ผลิตแค่โทรศัพพ์มือถือ แต่บริษัทที่ผลิต ติดตั้งเซตสัญญาณโทรศัพพ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มีเครือข่ายบริการอยู่ใน 150 ประเทศ มีประชากรโลกใช้บริการ “หัวเหว่ย” อยู่ร่วม 2,000 ล้านคน เทคโนโลยีระบบ 4g. ของยุโรป “หัวเหว่ย” มีสัดส่วนการลงทุน ถึง 50% ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ภายใน 15 ปี “หัวเหว่ย” ทำเงินจากทั่วโลก เข้าบริษัทได้ถึง 2.3 ล้านๆ หยวน ซึ่งเป็นเงินที่ได้จากต่างชาติถึง 70% ปัจจุบัน…โทรศัพท์มือถือในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 20 ยี่ห้อ ที่ประสบกับภาวะถดถอยทางการตลาด ไม่เว้นแม้แต่ “แอปเปิล”

แต่ “หัวเหว่ย” กลับมีผลประกอบการเพิ่มขึ้น เขาไม่เอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่กระจายหุ้นของบริษัท 98.6% ให้กับพนักงานของบริษัท ตัวเองมีหุ้นแค่ 1.4% เท่านั้น เพราะเห็นว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การทำกำไรมหาศาลเกิดจากการปั่นตัวเลขเท่านั้น ความจริงมนุษย์ในโลกนี้ ต้องเริ่มที่ธุรกิจบนพื้นฐานความจริง ซึ่งการปั่นเงินจากตลาดหุ้น มันไม่ช่วยในการพัฒนาใดๆเลย เขาจึงไม่ยอมเอา “หัวเหว่ย”

เข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้พนักงาน “หัวเหว่ย” ทุกคน มีส่วนร่วมกับบริษัท เงินทุกๆ หยวนที่เข้าบริษัท เปรียบเหมือนทุกคนได้ส่วนแบ่งด้วย ทำให้เขามีเกาะคุ้มกัน ข้างหน้า และแรงหนุนจากข้างหลัง เขามักกล่าวว่า “เมื่อผมได้ชัยชนะมา 1 ครั้ง ผมก็จะทำให้พ่อแม่พี่น้อง ญาติ มิตรสหาย ได้กินข้าวเพิ่มอีก 1 ชาม และยังจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้เป็นความหวังของลูกหลานแรงงาน สามารถใช้เป็นทุนการศึกษา ให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือให้มากขึ้น

แม้เป็นถึงมหาเศรษฐี แต่เขากลับทำตัวไม่หรูหราทำตัวเป็นธรรมดาสามัญ ในวัย 72 ไม่เข้าสังคมที่ไร้สาระต่อธุระกิจ และปฎิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมกับข้าราชการทุกระดับ แม้จะรวยมหาศาล แต่ก็ยังขับรถมือ 2 ราคาไม่เกิน 1 แสนหยวน (ประมาณ 5 แสนบาท) ต่อมารถเก่าจนสตาร์ทไม่ติด จึงได้เปลี่ยนไปซื้อรถ BMW 730i

ราคาประมาณ 1 ล้านหยวน (ประมาณ 5 ล้านบาท) นั่นเป็นทรัพย์สินที่สิ้นเปลืองที่สุดของท่านแล้ว… ท่านนำเงินตราต่างประเทศเข้าจีนมากมายมหาศาล 6.6 ล้านๆ เ สี ย ภ า ษี ให้รัฐบาลจีนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ให้ประเทศจีน 1.6 แสนล้าน…ท่านกระจายหุ้นให้พนักงานทุกๆคน ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในบริษัท ทำให้รัฐบาลจีน ยกย่องให้เป็นนักธุระกิจดีเด่นแห่งชาติ เป็นไงกันบ้างค่ะ คนเราไม่ใช่ว่าจะรวยและทำตัวหรูหรากันทุกคนเพราะฉะนั้นคนเราไม่ควรที่จะใช้เงินเกินฐานะและความจำเป็นของตัวเองนะค่ะ


.

.

.

.

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here