เปิดเรื่องราวความรัก “แท็กซี่จิตอาสา” กับ “แพทย์หญิง” นี่แหละบุพเพสันนิวาสของจริง

0
349

เรื่องราวความรักสุดเหลือเชื่อนี้เป็นเรื่องราวของ “พญ.จำเนียร – สุวรรณฉัตร พรหมชาติ” ซึ่งทั้งสองคนล้วนมีสถานภาพทางสังคมที่แตกต่างกันชนิดฟ้ากับดิน โดยฝ่ายหญิงนอกจากเป็นถึง “คุณหมอ” แล้วก็ยังเคยเป็นถึงคุณหมอระดับบริหารโรงพยาบาล ขณะที่ฝั่งชายนั้นพื้นเพเป็นบุรุษจากแดนสะตอ มีอาชีพ “โชเฟอร์แท็กซี่” ซึ่งโด่งดังในโลกโซเชียล เพราะถูกยกย่องเป็น “โชเฟอร์พ่อพระ” จากการทำหน้าที่ “แท็กซี่จิตอาสา” เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิการอยู่เป็นประจำ

คุณหมอจำเนียร ภรรยาของสุวรรณฉัตรโชเฟอร์พ่อพระ เล่าว่า ปัจจุบันคุณหมออายุ 50 ปี เป็นคน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา จบการศึกษามัธยมต้นจากโรงเรียนสตรีวิทยา กรุงเทพฯ มัธยมปลายจากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ และสอบชิงทุนของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนได้เข้าเรียนหมอที่นั่น แถมยังเป็นนักเรียนทุนของมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์อีกด้วย ซึ่งหลังเรียนจบได้เริ่มทำงานเป็นหมอครั้งแรกที่โรงพยาบาลดอนตาล จ.มุกดาหาร

โดยประจำอยู่ประมาณ 6 ปี จนได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล หลังจากทำงานในตำแหน่ง ผอ.โรงพยาบาลได้ 3 ปี พอดีคุณพ่อของคุณหมอป่วย จึงทำเรื่องขอย้ายมาประจำใกล้บ้าน โดยมาเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลพนมสารคาม ก่อนขึ้นเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล ปัจจุบันคุณหมอดำรงตำแหน่งแพทย์ชำนาญการพิเศษด้านเวชปฏิบัติทั่วไป ซึ่งรวมแล้วทำงานใน “วิชาชีพหมอ” มานานกว่า 25 ปี

ทั้งนี้ คุณหมอจำเนียรนั้นเคยผ่านการมีครอบครัวมาก่อน โดยคุณหมอมีลูกชาย 2 คน แต่ทุกคนโตหมดแล้ว ส่วนสาเหตุของการหย่าร้างนั้น คุณหมอบอกว่า แต่ละคู่ก็ต่างมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป ไม่ใช่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ดี แต่พอถึงจุด จุดหนึ่งเมื่อพิจารณาแล้วว่าไม่สามารถเดินต่อไปด้วยกันได้ ก็ต้องจบกันไป ซึ่งคู่ของเธอนั้นก็จบและจากกันด้วยดี ถามว่าพบรักครั้งใหม่จนกลายเป็น “ตำนานรัก” ได้อย่างไร คุณหมอจำเนียรเล่าว่า เธอได้ติดตามการทำงานของคุณเดี่ยว-สุวรรณฉัตร

ที่มีคนโพสต์เรื่องราวและถูกแชร์ต่อทางเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องการทำงานจิตอาสาช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้พิการ ซึ่งด้วยความที่เป็นคนชอบทำงานจิตอาสาอยู่แล้ว เนื่องจากในสมัยเรียนแพทย์ก็ทำกิจกรรมเชิงนี้อยู่เป็นประจำ จึงทำให้เกิดความสนใจในตัวผู้ชายคนนี้ขึ้น และคุณหมอยังบอกอีกว่า สมัยเรียนแพทย์ช่วงปิดเทอมหรือวันหยุดเธอและกลุ่มเพื่อนจะไปออกค่ายอาสาตามหมู่บ้านบนดอยอยู่ตลอด

หรือแม้แต่ตอนที่ทำงานแล้วก็จะรวมกลุ่มกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรับบริจาคเสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้ และชุดนักเรียน เพื่อนำไปมอบให้กับเด็ก ๆ และชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงออกหน่วยแพทย์เพื่อตรวจรักษาให้กับชาวบ้าน แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่า…วันหนึ่งจะได้ทำงานนี้เต็มตัว แถมยังเป็นภรรยาของชายที่ได้ชื่อว่าเป็น “โชเฟอร์แท็กซี่จิตอาสา” “ตอนแรกก็คิดเหมือนกับคนอื่น ๆ ว่าคุณเดี่ยวเขาทำดีจริงหรือเปล่า หรือแค่สร้างภาพเท่านั้น (หัวเราะ) เพราะรับส่งคนป่วยฟรี ๆ

ซึ่งเราก็ไม่เคยเห็นใครที่จะมาทำอะไรให้คนอื่นฟรี ๆ อย่างนี้ ยิ่งเป็นแท็กซี่ด้วยแล้วส่วนใหญ่ก็จะต้องหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองกับครอบครัว จึงพยายามหาข้อมูลว่าคุณเดี่ยวช่วยเหลือสังคมจริงหรือไม่ โดยเฝ้าติดตามดูเขาไปเรื่อย ๆ ตามดูอยู่หลายเดือนก็เห็นว่าเขาช่วยเหลือคนจริง ๆ แต่ตอนนั้นก็แค่อยากร่วมทำบุญ อยากช่วยให้เขาทำความดีได้ต่อไปเท่านั้น จึงโทรศัพท์ไปบอกเขาว่า เดี๋ยวจะช่วยต่อยอดความดีให้ด้วยการจ่ายค่าโทรศัพท์ให้เดือนละ 500 บาทนะ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้รู้จักกัน” …คุณหมอจำเนียรกล่าว

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทางคุณหมอก็ได้ช่วยเหลือคุณเดี่ยวมานานเป็นปี แต่คุณหมอและคุณเดี่ยวก็ไม่เคยพบกันเลยสักครั้ง ต่อมาคุณหมอคิดว่านอกจากช่วยค่าโทรศัพท์แล้ว เธอน่าจะช่วยเหลืออะไรได้มากกว่านี้อีก เพราะเธอเป็นหมอ ซึ่งมองว่าคนไข้บางคนไม่รู้สิทธิของตัวเองว่าสามารถใช้สิทธิเบี้ยคนพิการได้คนละ 800 บาท และลูกหลานก็สามารถลดหย่อนภาษีได้ เธอจึงเข้าไปช่วยคุณเดี่ยวทำงานในเรื่องนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดให้การทำงาน โดยเฉพาะกับคนป่วย ให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

“หากฟังจากคนนั้นคนนี้ เราก็คงไม่มีวันนี้แน่ ๆ เพราะออกไปในทางร้ายมากกว่าดี แต่หมอมั่นใจเพราะได้ศึกษาเขามาแล้ว ดังนั้นจึงไม่สนใจคำพูดถากถางต่าง ๆ นานาที่มีเข้ามา เพราะจะเป็นการทำลายจิตใจของตัวเรา ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า แต่ก็มีแฟนคลับของคุณเดี่ยวที่เข้ามาให้กำลังใจและชื่นชมเราเยอะมาก” …คุณหมอกล่าว พร้อมกับระบุถึงเรื่องราวนี้ให้เราฟังต่อไปว่า แม้ตอนแรกจะคิดหนัก แต่พอต้องตัดสินใจก็ใช้เวลาไม่นาน เพราะด้วยนิสัยของคุณหมอ เมื่อมั่นใจอะไรแล้วก็จะตัดสินใจเดินหน้าต่อไป

ซึ่งคุณหมอเล่าว่า “น้อง ๆ ที่รู้จักกันแซวว่า คุณหมอสตรองมาก (หัวเราะ)” แต่ถึงกระนั้น คุณหมอก็ยอมรับว่าเคยคิดเหมือนกันว่า สมมุติหากโชคไม่ดีถูกผู้ชายคนนี้หลอก ก็จะไม่โทษใคร จะกลับมามองที่ตัวเองเป็นหลัก แต่คุณหมอก็เชื่อมั่นว่า…สามีคนนี้คงไม่ใช่คนประเภทนั้นแน่ ๆ “ ถ้าคิดเยอะอาจไม่มาถึงตรงนี้ก็ได้นะคะ (หัวเราะ) แต่เรามั่นใจเขาแล้ว เรื่องอื่นจึงตัดออกไปหมดเลย กับลูก ๆ หมอก็คุยกับเขานะ คุยตรง ๆ เลยว่า แม่ขอไปมีครอบครัวนะ

ซึ่งตอนแรกเขาก็ไม่อยากให้ใครมาแทนที่พ่อของเขานะ แต่ก็ใช้เวลาและความอดทนเป็นปี ลูก ๆ จึงเข้าใจ ส่วนกับคุณยาย หรือคุณแม่ของหมอ ตอนแรกท่านก็ไม่ยอมรับคุณเดี่ยวเลย กว่าจะเข้าบ้านได้ก็นานโขเหมือนกัน เพราะคุณแม่ไม่เห็นด้วย แถมยังไล่ด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่หมอเข้าใจนะที่คุณแม่จะตั้งกำแพงไว้ก่อนว่า หมอไปคว้าแท็กซี่ที่ไหนมาเป็นแฟน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าคุณแม่รักลูกเขยคนนี้มากกว่าหมอที่เป็นลูกแท้ ๆ เสียอีก” …คุณหมอเล่าถึงเรื่องนี้พร้อมรอยยิ้ม


.

-ขอขอบคุณ dailynews

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here